สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 18ก.พ.2552 11.30 น.
อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 7.87 แสนล้านดอลลาร์ที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อคืนนี้นั้น ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ และระบุว่ารัฐบาลสหรัฐยังพยายามไม่มากพอในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเงิน ประธานาธิบดีโอบามาได้ลงนามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 7.87 แสนล้านดอลลาร์เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อคืนนี้ พร้อมประกาศว่ากฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระยะยาว โดยรายละเอียดของมาตรการฟื้นฟูฯ ครอบคลุมถึงการลดหย่อนภาษีในภาคเอกชน และการจัดสรรงบประมาณ 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานและให้สวัสดิการด้านสุขภาพแก่ประชาชนที่ตกงานด้วย ซึ่งโอบามามั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นการจ้างงานได้ถึง 3.5 ล้านตำแหน่ง "จำนวนเงินเพียงเท่านี้ยังไม่มากพอที่จะแก้ปัญหาในระบบเศรษฐกิจและการเงินได้ เราต้องศึกษาบทเรียนจากญี่ปุ่นในช่วงทศวรรรษที่ 1990 เพื่อนำมาเป็นแนวทางแก้ไขระบบการเงินและการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง" กรีนสแปนกล่าวให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวก่อนเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ที่สมาคมเศรษฐกิจในนิวยอร์ก กรีนสแปนยังแสดงความคิดเห็นเรื่องโครงการลดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (TARP) วงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ที่คณะทำงานของโอบามาประกาศว่าจะเปิดทางให้สถาบันการเงินสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากโครงการดังกล่าว ว่า "งบประมาณในโครงการนี้น้อยเกินไป การจะทำให้ระบบการธนาคารมีเสถียรภาพและกระตุ้นการปล่อยกู้ให้ไหลเวียนตามปกติได้นั้น รัฐบาลจะต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่โครงการนี้มากขึ้น" นอกจากนี้ กรีนสแปน วัย 80 ปี ยังย้ำถึงความสำคัญในการยับยั้งการร่วงลงของราคาบ้านและการเสริมสร้างงบดุลของธนาคารพาณิชย์ให้แข็งแกร่ง ซึ่งหากดำเนินการเช่นนี้ควบคู่กันไปแล้ว จะทำให้วิกฤตการณ์ในระบบการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์คลี่คลายลงได้ แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาราคาบ้านในสหรัฐตกต่ำลงอย่างมาก และยอดการยึดบ้านติดจำนองก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ กรีนสแปนประเมินว่า ภาวะล่มสลายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับราคาหลักทรัพย์ทั่วโลกที่ทรุดตัวลงในขณะนี้ จะทำให้สูญเสียเม็ดเงินไปกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของตัวเลข GDP ทั่วโลกปีที่แล้ว การแสดงความคิดเห็นของปราชญ์ด้านการเงินและการธนาคารอย่างกรีนสแปน สะท้อนให้เห็นว่า โอบามากำลังเผชิญกับความท้าทายในการยับยั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยในช่วงไตรมาส 4 ปี 2551 เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลง 3.8% ซึ่งเป็นสถิติที่หดตัวรุนแรงสุดในรอบ 27 ปี สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
คำถาม
1.ท่านคิดว่าแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของโอบามาจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของอเมริกาให้ดีขึ้นได้หรือไม่เพราะเหตุใด
2.นโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆหรือไม่อย่างไร
3.ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากนโยบายดังกล่าว
จัดทำโดย นาย ธงชัย หลักพิพัฒน์ 4901202049 B 4/1
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
1 ความคิดเห็น:
1.ข้าพเจ้าคิดว่าแผนดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของอเมริกาให้ดีขึ้นได้เเพราะกฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระยะยาว ครอบคลุมถึงการลดหย่อนภาษีในภาคเอกชน ช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานและให้สวัสดิการด้านสุขภาพแก่ประชาชนที่ตกงานด้วยมาตรการดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นการจ้างงานได้ จากการดำเนินเงานดังกล่าวเศรษฐกิจของอเมริกาย่อมกลับมาฟื้นตัวในทางที่ดีได้อย่างแน่นอน
2.เนื่องจากอเมริกาเป็นประเทศหนึ่งที่เป็นตัวขับเคลื่อนเศรษฐกิจของโลกการที่อเมริกามีแผนกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อแก้แขปัญหาวิกฤตทางเศรษฐกิจย่อมส่งผลดีต่อประเทศอื่นๆที่ทำการค้ากับอเมริกา
3.ประเทศไทยเป็นประเทศหนึ่งที่ได้รับผลกระทบจาก วิกฤตแฮมเบอเกอร์ การที่อเมริกามีมาตรการแก้ปัญหาเศรษฐกิจก็ย่อมเป็นปัจจัยหนึ่งที่จะทำให้ธุรกิจส่งออกระหว่างไทยกับอเมริกามีความกระเตื้องในทางที่ดี้นเช่นกัน
พีรวิทย์ ปุษยะนาวิน 4901202096
แสดงความคิดเห็น