จัดทำโดย นาย ปนัด ศรีระวัต เลขทะเบียน 4901202037
รัฐบาลผลักดันโครงการหุ้นส่วนกับเอกชน ดึงเม็ดเงินลงทุนโครงการสาธารณูปโภค
นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” ว่า ในวันนี้จะมีการเสนอมาตรการกระตุ้นการลงทุนในรูปแบบให้เอกชนเป็นหุ้นส่วนกับรัฐบาล (พีพี) ต่อที่ประชุมคณะรัฐมนตรีเศรษฐกิจ สำหรับรูปแบบดังกล่าวจะเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุนในโครงการต่างๆ ของรัฐ โดยรัฐบาลจะลงทุนส่วนหนึ่ง ขณะที่เอกชนลงทุนอีกส่วนหนึ่ง คล้ายๆ กับโครงการรถไฟฟ้าใต้ดิน ที่รัฐบาลลงทุนระบบราง และเอกชนลงทุนระบบเดินรถ ซึ่งจะมีการขยายขอบเขตการลงทุนให้หลากหลายกว่าเดิม
เหตุผลที่ต้องผลักดันโครงการร่วมทุนนี้ เนื่องจากทิศทางการใช้งบประมาณแผ่นดิน รัฐบาลจำเป็นต้องเข้าไปลงทุนในโครงการที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ อาทิ แหล่งน้ำ ถนน จึงทำให้เงินงบประมาณในส่วนของงบลงทุนลดต่ำลง การลงทุนในโครงการสาธารณูปโภคขนาดใหญ่จำเป็นต้องดึงเอกชนเข้ามาร่วมลงทุน
นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า นโยบายนี้ไม่ใช่การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ และจะแตกต่างจากการให้สัมปทาน เพราะจะไม่ก่อให้เกิดการผูกขาด โดยจะใช้กฎหมายพ.ร.บ. ร่วมทุนระหว่างรัฐและเอกชนเป็นพื้นฐานสำคัญ
ด้านนายกอร์ปศักดิ์ สภาวสุ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยว่า รัฐบาลเตรียมออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 วงเงินสูงกว่า 1 แสนล้านบาท ต้องใช้ เวลาในการดำเนินการถึง 1-2 ปี โดยจะเน้นที่การแก้ไขปัญหาการว่างงาน
ทั้งนี้ ที่มาของเงินจะมาจาก 3 แหล่ง ได้แก่ เงินงบประมาณปี 2553 เงินกู้จากต่างประเทศ และเงินกู้ของรัฐวิสาหกิจ
“มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบที่ 2 คาดว่าเม็ดเงินจะใหญ่กว่ารอบแรก ซึ่งจะมี 3 แพ็กเกจใหญ่เป็นทั้งมาตรการระยะสั้น กลาง ยาว และภายใน 45 วันหลังจากนี้ รัฐบาลจะต้องไปคิดมาตรการทั้งหมด และให้สภาอนุมัติเหมือนการทำงบกลางปี เป็นการเตรียมการล่วงหน้าถึง 3 เดือน พอเข้าปีงบ 2553 ในเดือนต.ค. 2552 ก็สามารถเบิกจ่ายได้ทันที” นายกอร์ปศักดิ์ กล่าว
ด้านวัตถุประสงค์ของการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบ 2 จะเน้นการใช้จ่ายงบเพื่อให้เกิดการจ้างงาน ต้องเป็นโครงการขนาดเล็กที่เดินหน้าได้ทันที รวมทั้งเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว เช่น การยกระดับอุทยานแห่งชาติเทียบชั้นมาตรฐานสูงสุด การปรับปรุงห้องน้ำให้สะอาด
คำถาม
1.มาตรการกระตุ้นการลงทุนในรูปแบบให้เอกชนเป็นหุ้นส่วนกับรัฐบาล จะมีวิธีการอย่างไรบ้าง ?
2.เพราะเหตุใดจึงต้องผลักดันโครงการนี้ ?
3.ที่มาของแหล่งเงินที่จะจัดหามาเพื่อโครงการนี้ มาจากแหล่งการเงินใดบ้าง ?
วันพุธที่ 18 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
วันอังคารที่ 17 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
กรีนสแปนชี้มาตรการ$7.87 แสนล้านไม่พอหนุนศก.ฟื้นตัว แนะโอบามาศึกษาบทเรียนจากญี่ปุ่น
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- 18ก.พ.2552 11.30 น.
อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 7.87 แสนล้านดอลลาร์ที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อคืนนี้นั้น ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ และระบุว่ารัฐบาลสหรัฐยังพยายามไม่มากพอในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเงิน ประธานาธิบดีโอบามาได้ลงนามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 7.87 แสนล้านดอลลาร์เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อคืนนี้ พร้อมประกาศว่ากฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระยะยาว โดยรายละเอียดของมาตรการฟื้นฟูฯ ครอบคลุมถึงการลดหย่อนภาษีในภาคเอกชน และการจัดสรรงบประมาณ 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานและให้สวัสดิการด้านสุขภาพแก่ประชาชนที่ตกงานด้วย ซึ่งโอบามามั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นการจ้างงานได้ถึง 3.5 ล้านตำแหน่ง "จำนวนเงินเพียงเท่านี้ยังไม่มากพอที่จะแก้ปัญหาในระบบเศรษฐกิจและการเงินได้ เราต้องศึกษาบทเรียนจากญี่ปุ่นในช่วงทศวรรรษที่ 1990 เพื่อนำมาเป็นแนวทางแก้ไขระบบการเงินและการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง" กรีนสแปนกล่าวให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวก่อนเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ที่สมาคมเศรษฐกิจในนิวยอร์ก กรีนสแปนยังแสดงความคิดเห็นเรื่องโครงการลดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (TARP) วงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ที่คณะทำงานของโอบามาประกาศว่าจะเปิดทางให้สถาบันการเงินสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากโครงการดังกล่าว ว่า "งบประมาณในโครงการนี้น้อยเกินไป การจะทำให้ระบบการธนาคารมีเสถียรภาพและกระตุ้นการปล่อยกู้ให้ไหลเวียนตามปกติได้นั้น รัฐบาลจะต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่โครงการนี้มากขึ้น" นอกจากนี้ กรีนสแปน วัย 80 ปี ยังย้ำถึงความสำคัญในการยับยั้งการร่วงลงของราคาบ้านและการเสริมสร้างงบดุลของธนาคารพาณิชย์ให้แข็งแกร่ง ซึ่งหากดำเนินการเช่นนี้ควบคู่กันไปแล้ว จะทำให้วิกฤตการณ์ในระบบการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์คลี่คลายลงได้ แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาราคาบ้านในสหรัฐตกต่ำลงอย่างมาก และยอดการยึดบ้านติดจำนองก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ กรีนสแปนประเมินว่า ภาวะล่มสลายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับราคาหลักทรัพย์ทั่วโลกที่ทรุดตัวลงในขณะนี้ จะทำให้สูญเสียเม็ดเงินไปกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของตัวเลข GDP ทั่วโลกปีที่แล้ว การแสดงความคิดเห็นของปราชญ์ด้านการเงินและการธนาคารอย่างกรีนสแปน สะท้อนให้เห็นว่า โอบามากำลังเผชิญกับความท้าทายในการยับยั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยในช่วงไตรมาส 4 ปี 2551 เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลง 3.8% ซึ่งเป็นสถิติที่หดตัวรุนแรงสุดในรอบ 27 ปี สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
คำถาม
1.ท่านคิดว่าแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของโอบามาจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของอเมริกาให้ดีขึ้นได้หรือไม่เพราะเหตุใด
2.นโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆหรือไม่อย่างไร
3.ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากนโยบายดังกล่าว
จัดทำโดย นาย ธงชัย หลักพิพัฒน์ 4901202049 B 4/1
อลัน กรีนสแปน อดีตประธานธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) กล่าวว่า แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 7.87 แสนล้านดอลลาร์ที่ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ลงนามบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อคืนนี้นั้น ยังไม่มากพอที่จะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นตัวได้ และระบุว่ารัฐบาลสหรัฐยังพยายามไม่มากพอในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในระบบการเงิน ประธานาธิบดีโอบามาได้ลงนามแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจวงเงิน 7.87 แสนล้านดอลลาร์เพื่อบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อคืนนี้ พร้อมประกาศว่ากฎหมายฟื้นฟูเศรษฐกิจฉบับนี้เป็นก้าวแรกที่นำไปสู่การกระตุ้นเศรษฐกิจให้ขยายตัวในระยะยาว โดยรายละเอียดของมาตรการฟื้นฟูฯ ครอบคลุมถึงการลดหย่อนภาษีในภาคเอกชน และการจัดสรรงบประมาณ 5.9 หมื่นล้านดอลลาร์เพื่อช่วยเหลือประชาชนที่ตกงานและให้สวัสดิการด้านสุขภาพแก่ประชาชนที่ตกงานด้วย ซึ่งโอบามามั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวจะสามารถกระตุ้นการจ้างงานได้ถึง 3.5 ล้านตำแหน่ง "จำนวนเงินเพียงเท่านี้ยังไม่มากพอที่จะแก้ปัญหาในระบบเศรษฐกิจและการเงินได้ เราต้องศึกษาบทเรียนจากญี่ปุ่นในช่วงทศวรรรษที่ 1990 เพื่อนำมาเป็นแนวทางแก้ไขระบบการเงินและการใช้มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่มีศักยภาพสูง" กรีนสแปนกล่าวให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวก่อนเดินทางไปกล่าวสุนทรพจน์ที่สมาคมเศรษฐกิจในนิวยอร์ก กรีนสแปนยังแสดงความคิดเห็นเรื่องโครงการลดสินทรัพย์ด้อยคุณภาพ (TARP) วงเงิน 7 แสนล้านดอลลาร์ที่คณะทำงานของโอบามาประกาศว่าจะเปิดทางให้สถาบันการเงินสามารถเข้าถึงแหล่งเงินทุนจากโครงการดังกล่าว ว่า "งบประมาณในโครงการนี้น้อยเกินไป การจะทำให้ระบบการธนาคารมีเสถียรภาพและกระตุ้นการปล่อยกู้ให้ไหลเวียนตามปกติได้นั้น รัฐบาลจะต้องอัดฉีดเงินเข้าสู่โครงการนี้มากขึ้น" นอกจากนี้ กรีนสแปน วัย 80 ปี ยังย้ำถึงความสำคัญในการยับยั้งการร่วงลงของราคาบ้านและการเสริมสร้างงบดุลของธนาคารพาณิชย์ให้แข็งแกร่ง ซึ่งหากดำเนินการเช่นนี้ควบคู่กันไปแล้ว จะทำให้วิกฤตการณ์ในระบบการเงินและภาคอสังหาริมทรัพย์คลี่คลายลงได้ แต่ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาราคาบ้านในสหรัฐตกต่ำลงอย่างมาก และยอดการยึดบ้านติดจำนองก็สูงขึ้นด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ กรีนสแปนประเมินว่า ภาวะล่มสลายในตลาดอสังหาริมทรัพย์ ประกอบกับราคาหลักทรัพย์ทั่วโลกที่ทรุดตัวลงในขณะนี้ จะทำให้สูญเสียเม็ดเงินไปกว่า 40 ล้านล้านดอลลาร์ ซึ่งคิดเป็น 2 ใน 3 ของตัวเลข GDP ทั่วโลกปีที่แล้ว การแสดงความคิดเห็นของปราชญ์ด้านการเงินและการธนาคารอย่างกรีนสแปน สะท้อนให้เห็นว่า โอบามากำลังเผชิญกับความท้าทายในการยับยั้งภาวะเศรษฐกิจถดถอย โดยในช่วงไตรมาส 4 ปี 2551 เศรษฐกิจสหรัฐหดตัวลง 3.8% ซึ่งเป็นสถิติที่หดตัวรุนแรงสุดในรอบ 27 ปี สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงาน
คำถาม
1.ท่านคิดว่าแผนฟื้นฟูเศรษฐกิจ ของโอบามาจะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจของอเมริกาให้ดีขึ้นได้หรือไม่เพราะเหตุใด
2.นโยบายนี้ส่งผลกระทบต่อประเทศอื่นๆหรือไม่อย่างไร
3.ประเทศไทยจะได้รับผลกระทบอย่างไรจากนโยบายดังกล่าว
จัดทำโดย นาย ธงชัย หลักพิพัฒน์ 4901202049 B 4/1
ธปท.ระบุไทยยังไม่มีสัญญาณภาวะเงินฝืด มองเงินเฟ้อติดลบเพียงระยะสั้น
ธปท.ระบุไทยยังไม่มีสัญญาณภาวะเงินฝืด มองเงินเฟ้อติดลบเพียงระยะสั้น
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2009 16:42:31 น.
ตามรายงาน ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยหลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และมีโอกาสสูงที่การฟื้นตัวจะล่าช้าออกไปนั้น ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ทำให้อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวในเกือบทุกประเทศทั่วโลก และเกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะเงินฝืด (Deflation)ได้
สำหรับประเทศไทย แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 จะชะลอลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ลดลง ประกอบกับมาตรการของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน และเมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ในส่วนที่ไม่ใช่น้ำมันและอยู่นอกเหนือมาตรการของภาครัฐ พบว่าราคาส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับลดลง จึงยังไม่มีสัญญาณของการเข้าสู่ภาวะเงินฝืด
ดังนั้น แม้ในระยะสั้นจะมีโอกาสที่เงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบ แต่ก็เป็นผลจากการปรับลดลงอย่างมากของราคาเฉพาะกลุ่ม คือ ราคาน้ำมัน ที่ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีที่แล้ว อยู่ในระดับสูงกว่าปัจจุบันมาก นอกจากนี้ เมื่อประเมินถึงโอกาสที่จะเกิดเงินฝืดในระยะต่อไป
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่ายังมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากการเร่งใช้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจจะช่วยให้อุปสงค์ไม่ทรุดตัวลงมากจนทำให้เกิดภาวะเงินฝืดในระบบเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2552 จะติดลบร้อยละ 1.5 ขยายตัวร้อยละ 0.5 และเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 0.5-1.5
คำถาม
1.ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศไทยเป็นผลมาจากเรื่องใดบ้าง
2.รัฐบาลมีนโยบายใดบ้างในการช่วยลดภาวะเงินฝืด
3.ประเทศไทยควรออกมาตรการใดหรือไม่ที่จะช่วยป้องกันหรือลดภาวะเงินฝืดในอนาคต
จัดทำโดย พีรวิทย์ ปุษยะนาวิน 4901202096
สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ) -- อาทิตย์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2009 16:42:31 น.
ตามรายงาน ของธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) เกี่ยวกับแนวโน้มเงินเฟ้อ ระบุว่า ในช่วงที่ผ่านมา เศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว โดยหลายประเทศเข้าสู่ภาวะเศรษฐกิจถดถอย และมีโอกาสสูงที่การฟื้นตัวจะล่าช้าออกไปนั้น ส่งผลให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ในตลาดโลกปรับลดลงอย่างมาก โดยเฉพาะราคาน้ำมัน ทำให้อัตราเงินเฟ้อชะลอตัวในเกือบทุกประเทศทั่วโลก และเกิดความกังวลว่าเศรษฐกิจโลก รวมถึงเศรษฐกิจไทยอาจเข้าสู่ภาวะเงินฝืด (Deflation)ได้
สำหรับประเทศไทย แม้อัตราเงินเฟ้อทั่วไป ตั้งแต่เดือนกันยายน 2551 จะชะลอลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นผลจากราคาน้ำมันที่ลดลง ประกอบกับมาตรการของภาครัฐที่ช่วยบรรเทาค่าครองชีพของประชาชน และเมื่อพิจารณาถึงการเปลี่ยนแปลงของราคาสินค้าและบริการอื่นๆ ในส่วนที่ไม่ใช่น้ำมันและอยู่นอกเหนือมาตรการของภาครัฐ พบว่าราคาส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับลดลง จึงยังไม่มีสัญญาณของการเข้าสู่ภาวะเงินฝืด
ดังนั้น แม้ในระยะสั้นจะมีโอกาสที่เงินเฟ้อทั่วไปจะติดลบ แต่ก็เป็นผลจากการปรับลดลงอย่างมากของราคาเฉพาะกลุ่ม คือ ราคาน้ำมัน ที่ในช่วงไตรมาสที่ 2 และ 3 ของปีที่แล้ว อยู่ในระดับสูงกว่าปัจจุบันมาก นอกจากนี้ เมื่อประเมินถึงโอกาสที่จะเกิดเงินฝืดในระยะต่อไป
คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) คาดว่ายังมีค่อนข้างน้อย เนื่องจากการเร่งใช้นโยบายการคลัง และนโยบายการเงินเพื่อกระตุ้นภาวะเศรษฐกิจจะช่วยให้อุปสงค์ไม่ทรุดตัวลงมากจนทำให้เกิดภาวะเงินฝืดในระบบเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ คณะกรรมการนโยบายการเงิน คาดการณ์ว่าอัตราเงินเฟ้อทั่วไปในปี 2552 จะติดลบร้อยละ 1.5 ขยายตัวร้อยละ 0.5 และเงินเฟ้อพื้นฐานคาดว่าอยู่ที่ร้อยละ 0.5-1.5
คำถาม
1.ปัญหาเศรษฐกิจในประเทศไทยเป็นผลมาจากเรื่องใดบ้าง
2.รัฐบาลมีนโยบายใดบ้างในการช่วยลดภาวะเงินฝืด
3.ประเทศไทยควรออกมาตรการใดหรือไม่ที่จะช่วยป้องกันหรือลดภาวะเงินฝืดในอนาคต
จัดทำโดย พีรวิทย์ ปุษยะนาวิน 4901202096
วันจันทร์ที่ 16 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2552
'ศุภวุฒิ'คาดจีดีพีโต 1.5% จี้รัฐเร่งตลาดในประเทศ
จัดทำโดย นางสาวอโนมา อาแซ เลขทะเบียน 4901202093
บล.ภัทร คาดจีดีพีโต 1.5% ระบุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกระตุ้นได้แค่ 1% ของจีดีพี ขณะที่การส่งออกที่เสียไปสูงถึง 5%
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.ภัทร กล่าวในการสัมมนา "ส่องกล้องเศรษฐกิจการลงทุนปี 2552" ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 1.5% จากปีก่อนที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.7% ซึ่งแม้ว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลในปีนี้ อาจจะขยายตัวได้ถึง 4.7% จากปีก่อน แต่งบประมาณรัฐบาลที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 1.15 แสนล้านบาท จะมีงบประมาณที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงเพียงประมาณ 95,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของจีดีพีเท่านั้น
สัดส่วนงบประมาณที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพียง 1% ดังกล่าวถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับความสูญเสียของภาคการส่งออกที่จะทำให้จีดีพีหายไปประมาณ 5% ในกรณีที่การส่งออกขยายตัวได้ 0% ในปีนี้ เท่ากับจีดีพีหายไปถึง 4% อีกทั้งหากการส่งออกขยายตัวติดลบหลายเดือนต่อกัน ความเสียหายของภาคการส่งออกก็จะเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ที่ 5% ดังนั้น การพึ่งรัฐบาลอย่างเดียวจึงยากที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์หลัก 2 ด้าน อย่างแรก คือ แรงงานที่มีทักษะของไทยกำลังจะตกงานเพิ่มขึ้น ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจึงต้องแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนปัญหาที่สอง คือ การที่ราคาสินค้าเกษตรปรับลดลงส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรที่มีรายได้ต่ำอยู่แล้ว ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องดำเนินนโยบายที่สามารถบรรเทาปัญหาของสองกลุ่มหลักนี้ให้ได้
นอกจากนี้ ในระยะยาว รัฐบาลต้องคำนึงว่าประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันไทยไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกได้มากเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ทำให้การขยายตัวของการส่งออกของไทยในระยะต่อไปก็ไม่น่าจะเติบโตได้มากเหมือนในอดีต ดังนั้น รัฐบาลต้องพยายามขยายตลาดภายในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าตลาดภายในประเทศอะไรที่ไทยควรขยายให้มากขึ้น
"ถ้ารัฐบาลสามารถชี้นำให้ชัดเจนว่าจะพัฒนาตลาดในประเทศตรงไหน และร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ก็จะเห็นทิศทางการพัฒนาได้ ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยในการเติบโตเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้นได้"
ส่วนผลกระทบต่อวินัยการคลังจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยงบประมาณภาครัฐนั้น ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 37-38% ซึ่งหากรัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องในปีหน้าในอัตราใกล้เคียงกับปีนี้ ก็มีโอกาสที่หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 42-46% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับที่อันตรายที่ 55% อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลดำเนินนโยบายขาดดุลมากจนทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มไปถึงระดับ 55% จะทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือดำเนินนโยบายต่างๆ ได้ยากมากขึ้น เพราะจะมีภาระภาษีสูงตามภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวเห็นด้วยกับข้อเสนอของนักวิชาการหลายท่าน ที่เสนอให้เก็บภาษีมรดกว่าเป็นวิธีการที่ดีในการนำรายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้น แต่ว่าการนำนโยบายนี้ไปใช้ก็อาจจะยาก เพราะกระทบกับคนที่มีรายได้สูงในประเทศทั้งนี้ ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกของไทยในครั้งนี้ จะส่งผลแตกต่างจากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เนื่องจากครั้งนี้จะกระทบกับคนจน ซึ่งจะถูกปลดออกจากงาน เนื่องจากธุรกิจส่งออกมีความต้องการลดลง โดยที่ภาคเกษตรก็ไม่สามารถรองรับได้เหมือนในอดีต เพราะปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรลดลงมาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ไม่น่าจะทำให้เกิดภาวะเงินฝืด
สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจของไทย นอกจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกแล้ว ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่าปัจจัยการเมืองเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ได้นานแค่ไหน อีกทั้ง ยังมีคำถามสำหรับนักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนโดยตรง (FDI) ว่า หากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ นักลงทุนจะเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่ากลไกการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ จะยังคงเดินไปได้ดีเหมือนในช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในขณะนี้
1.ในช่วงที่ผ่านมานั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพในด้านเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาปัจจัยใดมากเกินไป และเพราะเหตุใดในปัจจุบันรัฐบาลจึงไม่สามารถมุ่งไปยังปัจจัยนั้นได้อย่างในอดีต
2.รัฐบาลควรจะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ และมีนโยบายที่จะช่วยในการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังอยู่ในสภาวะขาดดุลและมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นนั้นอย่างไร
บล.ภัทร คาดจีดีพีโต 1.5% ระบุมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลกระตุ้นได้แค่ 1% ของจีดีพี ขณะที่การส่งออกที่เสียไปสูงถึง 5%
ดร.ศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการฝ่ายวิจัย บล.ภัทร กล่าวในการสัมมนา "ส่องกล้องเศรษฐกิจการลงทุนปี 2552" ว่า เศรษฐกิจไทยปีนี้น่าจะขยายตัวได้ 1.5% จากปีก่อนที่คาดว่าจะขยายตัวได้ 3.7% ซึ่งแม้ว่าการใช้จ่ายของรัฐบาลในปีนี้ อาจจะขยายตัวได้ถึง 4.7% จากปีก่อน แต่งบประมาณรัฐบาลที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจจำนวน 1.15 แสนล้านบาท จะมีงบประมาณที่กระตุ้นเศรษฐกิจได้จริงเพียงประมาณ 95,000 ล้านบาท ซึ่งคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1% ของจีดีพีเท่านั้น
สัดส่วนงบประมาณที่ใช้กระตุ้นเศรษฐกิจเพียง 1% ดังกล่าวถือว่าน้อยมาก หากเทียบกับความสูญเสียของภาคการส่งออกที่จะทำให้จีดีพีหายไปประมาณ 5% ในกรณีที่การส่งออกขยายตัวได้ 0% ในปีนี้ เท่ากับจีดีพีหายไปถึง 4% อีกทั้งหากการส่งออกขยายตัวติดลบหลายเดือนต่อกัน ความเสียหายของภาคการส่งออกก็จะเลวร้ายกว่าที่คาดไว้ที่ 5% ดังนั้น การพึ่งรัฐบาลอย่างเดียวจึงยากที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตได้มากเหมือนในอดีต
อย่างไรก็ตาม ในการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า รัฐบาลจะต้องให้ความสำคัญกับวัตถุประสงค์หลัก 2 ด้าน อย่างแรก คือ แรงงานที่มีทักษะของไทยกำลังจะตกงานเพิ่มขึ้น ดังนั้น นโยบายของรัฐบาลจึงต้องแก้ปัญหาดังกล่าว ส่วนปัญหาที่สอง คือ การที่ราคาสินค้าเกษตรปรับลดลงส่งผลกระทบต่อภาคเกษตรที่มีรายได้ต่ำอยู่แล้ว ดังนั้น รัฐบาลจึงต้องดำเนินนโยบายที่สามารถบรรเทาปัญหาของสองกลุ่มหลักนี้ให้ได้
นอกจากนี้ ในระยะยาว รัฐบาลต้องคำนึงว่าประเทศไทยพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปในช่วงที่ผ่านมา แต่ปัจจุบันไทยไม่สามารถพึ่งพาการส่งออกได้มากเหมือนที่ผ่านมาแล้ว ทำให้การขยายตัวของการส่งออกของไทยในระยะต่อไปก็ไม่น่าจะเติบโตได้มากเหมือนในอดีต ดังนั้น รัฐบาลต้องพยายามขยายตลาดภายในประเทศให้มากขึ้น ซึ่งก็ต้องตอบคำถามให้ได้ว่าตลาดภายในประเทศอะไรที่ไทยควรขยายให้มากขึ้น
"ถ้ารัฐบาลสามารถชี้นำให้ชัดเจนว่าจะพัฒนาตลาดในประเทศตรงไหน และร่วมลงทุนกับภาคเอกชน ก็จะเห็นทิศทางการพัฒนาได้ ก็เป็นสิ่งที่จะช่วยในการเติบโตเศรษฐกิจในประเทศมากขึ้นได้"
ส่วนผลกระทบต่อวินัยการคลังจากการกระตุ้นเศรษฐกิจ ด้วยงบประมาณภาครัฐนั้น ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่า ปัจจุบันสัดส่วนหนี้สาธารณะของไทยอยู่ที่ประมาณ 37-38% ซึ่งหากรัฐบาลทำงบประมาณขาดดุลต่อเนื่องในปีหน้าในอัตราใกล้เคียงกับปีนี้ ก็มีโอกาสที่หนี้สาธารณะจะเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 42-46% ซึ่งยังต่ำกว่าระดับที่อันตรายที่ 55% อย่างไรก็ตาม หากรัฐบาลดำเนินนโยบายขาดดุลมากจนทำให้หนี้สาธารณะเพิ่มไปถึงระดับ 55% จะทำให้รัฐบาลมีเงินเหลือดำเนินนโยบายต่างๆ ได้ยากมากขึ้น เพราะจะมีภาระภาษีสูงตามภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้น
ดร.ศุภวุฒิ กล่าวเห็นด้วยกับข้อเสนอของนักวิชาการหลายท่าน ที่เสนอให้เก็บภาษีมรดกว่าเป็นวิธีการที่ดีในการนำรายได้เข้ารัฐเพิ่มขึ้น แต่ว่าการนำนโยบายนี้ไปใช้ก็อาจจะยาก เพราะกระทบกับคนที่มีรายได้สูงในประเทศทั้งนี้ ผลกระทบจากเศรษฐกิจโลกของไทยในครั้งนี้ จะส่งผลแตกต่างจากช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 เนื่องจากครั้งนี้จะกระทบกับคนจน ซึ่งจะถูกปลดออกจากงาน เนื่องจากธุรกิจส่งออกมีความต้องการลดลง โดยที่ภาคเกษตรก็ไม่สามารถรองรับได้เหมือนในอดีต เพราะปัจจุบันราคาสินค้าเกษตรลดลงมาก อย่างไรก็ตาม ปัญหาเศรษฐกิจครั้งนี้ไม่น่าจะทำให้เกิดภาวะเงินฝืด
สำหรับความเสี่ยงเศรษฐกิจของไทย นอกจากความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกแล้ว ดร.ศุภวุฒิ กล่าวว่าปัจจัยการเมืองเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะยังไม่รู้ว่ารัฐบาลจะทำหน้าที่ได้นานแค่ไหน อีกทั้ง ยังมีคำถามสำหรับนักลงทุนต่างประเทศที่จะเข้ามาลงทุนโดยตรง (FDI) ว่า หากประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลใหม่ นักลงทุนจะเชื่อมั่นได้หรือไม่ว่ากลไกการทำงานของรัฐบาลชุดใหม่ จะยังคงเดินไปได้ดีเหมือนในช่วงเวลาที่พรรคประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลในขณะนี้
1.ในช่วงที่ผ่านมานั้นเพื่อรักษาเสถียรภาพในด้านเศรษฐกิจประเทศไทยพึ่งพาปัจจัยใดมากเกินไป และเพราะเหตุใดในปัจจุบันรัฐบาลจึงไม่สามารถมุ่งไปยังปัจจัยนั้นได้อย่างในอดีต
2.รัฐบาลควรจะแก้ไขปัญหาทางเศรษฐกิจ และมีนโยบายที่จะช่วยในการเติบโตของเศรษฐกิจของประเทศที่กำลังอยู่ในสภาวะขาดดุลและมีหนี้สาธารณะเพิ่มขึ้นนั้นอย่างไร
ไออาร์พีซี ชูสโลแกน..ปีนี้ ต้องดีกว่าเก่า
จัดทำโดย นางสาวเอกวรรณ สังขวิเศษ เลขทะเบียน 4901202132
ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี
ภาพประกอบข่าว
จุดต่ำสุดของราคาน้ำมันและราคาปิโตรเคมีผ่านไปแล้ว ราคาหุ้นน่าจะสดใสขึ้น แต่จะดีขึ้นขนาดไหน ประเด็นนี้ตอบยากจริงๆ
ไออาร์พีซีเป็นอีกบริษัทหนึ่งในธุรกิจโรงกลั่นที่ต้องตกอยู่ในสภาวะขาดทุนอย่างหนัก นับจากช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ปีที่แล้วราคาน้ำมันดิบดิ่งลงอย่างรวดเร็วกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาหุ้น IRPC บอบช้ำอย่างหนักไม่แพ้กัน ลงมาสัมผัสจุดต่ำสุด 1.76 บาท ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน
ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี "คนใหม่" ที่มาแทน ดร.ปิติ ยิ้มประเสริฐ เพิ่งเริ่มงานวันที่ 1 มกราคม 2552 กล่าวยืนยันว่า "ผมไม่เชื่อว่าเรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้นซ้ำสองซ้ำสามกับเรา"
ผู้บริหารรายนี้ เชื่อว่า ราคาน้ำมันและราคาปิโตรเคมีได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้วในช่วงปลายปี 2551 ซึ่งปตท.ผู้ถือหุ้นใหญ่คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบในปี 2552 จะมีด้วยกัน "สามช่วง" ช่วงแรก ราคาประมาณ 35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วงที่สอง ราคาประมาณ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และช่วงที่สาม ราคาประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนราคาปิโตรเคมีอาจบวกขึ้น 30% หรือลดลงประมาณ 10% ซึ่งคิดจากฐานราคาปิโตรเคมีระดับ 850 ดอลลาร์ต่อตัน ฉะนั้นถ้าดูจากประมาณการของปตท.จะเห็นว่าทั้งราคาน้ำมันและราคาปิโตรเคมี ไม่มีทางลดลงต่ำกว่าปี 2551 แน่นอน นอกเสียจากว่าจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเท่านั้น
เขา ไขความลับให้ฟังต่อว่า เหตุผลอีกข้อที่เชื่อว่า ทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะตอนนี้มีแผนธุรกิจระยะยาวอยู่ในใจแล้วแต่อยู่ระหว่างการจัดทำ ตอนนี้เปิดเผยได้เพียงว่า ไออาร์พีซีจะใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่จำนวนมาก มาสร้างก่อให้เกิดประโยชน์ทางการค้าให้มากที่สุด ยกตัวอย่าง เราจะใช้ประโยชน์จากท่าเรือให้เต็มที่ โดยจะเปิดให้บริการท่าเรือน้ำลึก และต่อยอดธุรกิจเดิม เป็นต้น
ดร.ไพรินทร์ เล่าแผนธุรกิจไออาร์พีซีต่อว่า โครงการที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ในปีนี้ เช่น โครงการขยายกำลังการผลิตเอชดีพีอี ไปป์เกรด เกรดสำหรับผลิตท่อ มูลค่าลงทุน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังการผลิต 40,000 ตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในเดือนกุมภาพันธ์ นี้ โครงการนี้จะให้ผลตอบแทนประมาณ 12%
ยังมีโครงการขยายกำลังการผลิตเอบีเอส-ซีซีเอ็ม กำลังการผลิต 21,000 ตันต่อปี มูลค่าลงทุน 17.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการภายในเดือนกุมภาพันธ์ นี้เช่นกัน โครงการนี้จะให้ผลตอบแทนสูงถึง 20% ที่กล่าวมาเป็น 2 ใน 5 โครงการลงทุนระยะที่ 1
ส่วนโครงการที่เหลือ โครงการพลังงานความร้อนร่วมไฟฟ้าและไอน้ำ เพื่อใช้ภายในเขตประกอบการของบริษัท มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังการผลิตไฟฟ้า 220 เมกะวัตต์ และผลิตไอน้ำ 420 ตันต่อชั่วโมง อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2553
สำหรับโครงการขยายกำลังการผลิตโพรพิลีน กำลังการผลิต 100,000 ตันต่อปี มูลค่า 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในไตรมาส 4/2552 และโครงการขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกเอบีเอส และเอสเอเอ็น กำลังการผลิต 80,000 ตันต่อปี มูลค่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าโครงการนี้จะให้ผลตอบแทนประมาณ 19%
“โครงการลงทุนระยะที่ 1 เป็นโครงเก่าสมัยที่ ดร.ปิติ ยิ้มประเสริฐ ริเริ่มจำเป็นต้องเร่งสานต่อ โดยเราได้ลงนามในสัญญาเงินกู้จำนวน 10,000 ล้านบาท กับสถาบันการเงิน 5 แห่ง (BBL KTB KBANK SCB และ EXIM Bank) เรียบร้อยแล้ว”
กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ บอกว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้อาจทำให้บริษัทต้องเลื่อนการลงทุนโครงการลงทุนระยะที่ 2 มูลค่า 1,000-1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 34,500-51,750 ล้านบาท ออกไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า เช่น จะทบทวนโครงการปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันตามมาตรฐาน Euro 4 มีโอกาสจะยกเลิกโครงการ
ส่วนโครงการปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมัน และเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันจาก 215,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 258,000 บาร์เรลต่อวัน รวมถึงโครงการลดต้นทุนวัตถุดิบ อยู่ระหว่างพิจารณาถ้าผลการศึกษาออกมาคุ้มค่าก็จะลงทุนทันที
ส่วนทิศทางราคาหุ้น IRPC ที่ผู้ถือหุ้นต่างพากันขาดทุนย่อยยับนั้น มีโอกาสปรับขึ้นได้หรือไม่ ผู้บริหารรายนี้ ตอบว่า โดยความเห็นส่วนตัวเมื่อมองว่า “จุดต่ำสุด” ของราคาน้ำมันและราคาปิโตรเคมีได้ผ่านพ้นไปแล้ว ราคาหุ้นก็น่าจะสดใสขึ้น
"ผมรู้เพียงว่าแผนธุรกิจที่เรากำลังจะรีวิว(ปรับ)ใหม่ จะช่วยให้กำไรสุทธิในอนาคตไม่ขี้เหร่แน่นอน" เจ้าตัวยังชูสโลแกนว่า ปีนี้..ต้องดีกว่าเก่า แต่จะดีขึ้นขนาดไหน ประเด็นนี้ตอบยากจริงๆ
คำถาม
1.เหตุผลที่ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี มีความเชื่อว่าธุรกิจโรงกลั่นของไออาร์พีซีจะดีขึ้นเพราะเหตุใด
2.ท่านคิดว่าการที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ บมจ.ไออาร์พีซีนั้นมีความคิดในแง่บวกและพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นนั้นส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างไร
ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี
ภาพประกอบข่าว
จุดต่ำสุดของราคาน้ำมันและราคาปิโตรเคมีผ่านไปแล้ว ราคาหุ้นน่าจะสดใสขึ้น แต่จะดีขึ้นขนาดไหน ประเด็นนี้ตอบยากจริงๆ
ไออาร์พีซีเป็นอีกบริษัทหนึ่งในธุรกิจโรงกลั่นที่ต้องตกอยู่ในสภาวะขาดทุนอย่างหนัก นับจากช่วงปลายไตรมาสที่ 3 ปีที่แล้วราคาน้ำมันดิบดิ่งลงอย่างรวดเร็วกว่า 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ราคาหุ้น IRPC บอบช้ำอย่างหนักไม่แพ้กัน ลงมาสัมผัสจุดต่ำสุด 1.76 บาท ท่ามกลางปัจจัยลบรอบด้าน
ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี "คนใหม่" ที่มาแทน ดร.ปิติ ยิ้มประเสริฐ เพิ่งเริ่มงานวันที่ 1 มกราคม 2552 กล่าวยืนยันว่า "ผมไม่เชื่อว่าเรื่องเลวร้ายจะเกิดขึ้นซ้ำสองซ้ำสามกับเรา"
ผู้บริหารรายนี้ เชื่อว่า ราคาน้ำมันและราคาปิโตรเคมีได้ผ่านพ้นจุดต่ำสุดมาแล้วในช่วงปลายปี 2551 ซึ่งปตท.ผู้ถือหุ้นใหญ่คาดการณ์ว่า ราคาน้ำมันดิบในปี 2552 จะมีด้วยกัน "สามช่วง" ช่วงแรก ราคาประมาณ 35 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ช่วงที่สอง ราคาประมาณ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และช่วงที่สาม ราคาประมาณ 80 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล
ส่วนราคาปิโตรเคมีอาจบวกขึ้น 30% หรือลดลงประมาณ 10% ซึ่งคิดจากฐานราคาปิโตรเคมีระดับ 850 ดอลลาร์ต่อตัน ฉะนั้นถ้าดูจากประมาณการของปตท.จะเห็นว่าทั้งราคาน้ำมันและราคาปิโตรเคมี ไม่มีทางลดลงต่ำกว่าปี 2551 แน่นอน นอกเสียจากว่าจะมีเหตุการณ์ไม่คาดฝันเกิดขึ้นเท่านั้น
เขา ไขความลับให้ฟังต่อว่า เหตุผลอีกข้อที่เชื่อว่า ทุกอย่างจะดีขึ้น เพราะตอนนี้มีแผนธุรกิจระยะยาวอยู่ในใจแล้วแต่อยู่ระหว่างการจัดทำ ตอนนี้เปิดเผยได้เพียงว่า ไออาร์พีซีจะใช้ทรัพย์สินที่มีอยู่จำนวนมาก มาสร้างก่อให้เกิดประโยชน์ทางการค้าให้มากที่สุด ยกตัวอย่าง เราจะใช้ประโยชน์จากท่าเรือให้เต็มที่ โดยจะเปิดให้บริการท่าเรือน้ำลึก และต่อยอดธุรกิจเดิม เป็นต้น
ดร.ไพรินทร์ เล่าแผนธุรกิจไออาร์พีซีต่อว่า โครงการที่จะเกิดขึ้นแน่ๆ ในปีนี้ เช่น โครงการขยายกำลังการผลิตเอชดีพีอี ไปป์เกรด เกรดสำหรับผลิตท่อ มูลค่าลงทุน 15 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังการผลิต 40,000 ตันต่อปี คาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ในเดือนกุมภาพันธ์ นี้ โครงการนี้จะให้ผลตอบแทนประมาณ 12%
ยังมีโครงการขยายกำลังการผลิตเอบีเอส-ซีซีเอ็ม กำลังการผลิต 21,000 ตันต่อปี มูลค่าลงทุน 17.2 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ จะเริ่มดำเนินการภายในเดือนกุมภาพันธ์ นี้เช่นกัน โครงการนี้จะให้ผลตอบแทนสูงถึง 20% ที่กล่าวมาเป็น 2 ใน 5 โครงการลงทุนระยะที่ 1
ส่วนโครงการที่เหลือ โครงการพลังงานความร้อนร่วมไฟฟ้าและไอน้ำ เพื่อใช้ภายในเขตประกอบการของบริษัท มูลค่า 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ กำลังการผลิตไฟฟ้า 220 เมกะวัตต์ และผลิตไอน้ำ 420 ตันต่อชั่วโมง อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างได้ในปี 2553
สำหรับโครงการขยายกำลังการผลิตโพรพิลีน กำลังการผลิต 100,000 ตันต่อปี มูลค่า 88 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ คาดว่าจะเริ่มดำเนินการก่อสร้างในไตรมาส 4/2552 และโครงการขยายกำลังการผลิตเม็ดพลาสติกเอบีเอส และเอสเอเอ็น กำลังการผลิต 80,000 ตันต่อปี มูลค่า 70 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ อยู่ระหว่างการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม คาดว่าโครงการนี้จะให้ผลตอบแทนประมาณ 19%
“โครงการลงทุนระยะที่ 1 เป็นโครงเก่าสมัยที่ ดร.ปิติ ยิ้มประเสริฐ ริเริ่มจำเป็นต้องเร่งสานต่อ โดยเราได้ลงนามในสัญญาเงินกู้จำนวน 10,000 ล้านบาท กับสถาบันการเงิน 5 แห่ง (BBL KTB KBANK SCB และ EXIM Bank) เรียบร้อยแล้ว”
กรรมการผู้จัดการใหญ่คนใหม่ บอกว่า ท่ามกลางเศรษฐกิจถดถอยเช่นนี้อาจทำให้บริษัทต้องเลื่อนการลงทุนโครงการลงทุนระยะที่ 2 มูลค่า 1,000-1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 34,500-51,750 ล้านบาท ออกไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า เช่น จะทบทวนโครงการปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมันตามมาตรฐาน Euro 4 มีโอกาสจะยกเลิกโครงการ
ส่วนโครงการปรับปรุงโรงกลั่นน้ำมัน และเพิ่มกำลังการกลั่นน้ำมันจาก 215,000 บาร์เรลต่อวัน เป็น 258,000 บาร์เรลต่อวัน รวมถึงโครงการลดต้นทุนวัตถุดิบ อยู่ระหว่างพิจารณาถ้าผลการศึกษาออกมาคุ้มค่าก็จะลงทุนทันที
ส่วนทิศทางราคาหุ้น IRPC ที่ผู้ถือหุ้นต่างพากันขาดทุนย่อยยับนั้น มีโอกาสปรับขึ้นได้หรือไม่ ผู้บริหารรายนี้ ตอบว่า โดยความเห็นส่วนตัวเมื่อมองว่า “จุดต่ำสุด” ของราคาน้ำมันและราคาปิโตรเคมีได้ผ่านพ้นไปแล้ว ราคาหุ้นก็น่าจะสดใสขึ้น
"ผมรู้เพียงว่าแผนธุรกิจที่เรากำลังจะรีวิว(ปรับ)ใหม่ จะช่วยให้กำไรสุทธิในอนาคตไม่ขี้เหร่แน่นอน" เจ้าตัวยังชูสโลแกนว่า ปีนี้..ต้องดีกว่าเก่า แต่จะดีขึ้นขนาดไหน ประเด็นนี้ตอบยากจริงๆ
คำถาม
1.เหตุผลที่ดร.ไพรินทร์ ชูโชติถาวร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.ไออาร์พีซี มีความเชื่อว่าธุรกิจโรงกลั่นของไออาร์พีซีจะดีขึ้นเพราะเหตุใด
2.ท่านคิดว่าการที่กรรมการผู้จัดการใหญ่ของ บมจ.ไออาร์พีซีนั้นมีความคิดในแง่บวกและพร้อมที่จะรับมือกับสถานการณ์ต่างๆที่ทางเศรษฐกิจเกิดขึ้นนั้นส่งผลดีต่อธุรกิจอย่างไร
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551
กสิกรฯเคาะสินเชื่อปีหน้าโต 7%
จัดทำบทความโดย นางสาวเอกวรรณ สังขวิเศษ เลขทะเบียน 4901202132
แบงก์กสิกรไทย ได้ฤกษ์เคาะเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปีหน้าโต 7% โดยเอสเอ็มอีวางเป้าหมายขยายตัว 13% เน้นรายย่อมเพราะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก ส่วนปีนี้รับพลาดเป้าเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การขยายตัวของสินเชื่อชะลอตัวไปด้วย ระบุแบงก์ปรับสกอริ่งตลอดตามภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลง นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารได้ทำการทบทวนการปล่อยสินเชื่อในปีหน้าเสร็จแล้ว โดยการเติบโตของสินเชื่อรวมของธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7% ส่วนของการเติบโตของสินเชื่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 13% หรือเป็นเม็ดเงินประมาณ 45,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างของเอสเอ็มอีสิ้นปีหน้าเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 390,000 ล้านบาท และธนาคารได้มีการปรับลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อของในส่วนของรายใหญ่ลงและมีลดเป้าหมายของผลิตภัณฑ์บางตัวที่กำไรน้อยลงไปด้วย ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารในปีนี้ตั้งเป้าหมายเติบโตที่ 18-20% แต่คาดว่าจะสามารถมีการขยายตัวอยู่ที่ 15% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ ทำให้การเติบโตของสินเชื่อจึงมีการชะลอลงตามไปด้วย “ปีหน้าเราจะเน้นตัวรายย่อม คือ กลุ่มที่มียอดขายไม่เกิน 50 ล้านบาท เพราะฐานตอนนี้ยังเล็กอยู่ อีกทั้งกลุ่มนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการส่งออก โดยส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับภาคการอุปโภคบริโภคในประเทศ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกที่เกิดขึ้นตอนนี้ ส่วนลูกค้าที่มีอยู่ตอนนี้ก็จะเป็นลูกค้าเก่าครึ่งลูกค้าใหม่ครึ่ง”
ส่วน หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก่อนหักสำรองของสินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่ที่กว่า 2% และเอ็นพีแอลสุทธิอยู่ที่ 0.5% โดยปีหน้าสัญญาณเพิ่มขึ้นคงมี แต่ธนาคารได้มีระบบติดตามดูแลเรื่องเอ็นพีแอลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับการส่งออก ซึ่งมีอยู่ประมาณ 12% ก็ได้มีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยตอนนี้ธนาคารก็ได้มีการแนะนำให้ทำประกันความเสี่ยงไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการปรับเครดิตสกอริ่งในการอนุมัติสินเชื่อมาโดยตลอด โดยได้นำเอาปัจจัยด้านเศรษฐกิจเข้ามาประกอบและข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเข้ามาเป็นโมเดลในการพิจารณาสินเชื่อ สำหรับสัดส่วนการอนุมัติสินเชื่อเอสเอ็มอีปัจจุบันอยู่ที่ 70% นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ในขณะนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากกลุ่มไหน แต่สิ่งที่ต้องมุ่งเน้นคือเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นหลัก และรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น จะต้องดูแลคือเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะจะเป็นส่วนที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และหากกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็จะทำให้ส่วนของเอสเอ็มอีเดินหน้าต่อไปได้ด้วย ส่วนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารนั้น ก็เพื่อให้สอดคล้องกับธนาคารแห่งอื่น และจะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะจะมีต้นทุนที่ลดลงและจะมีกำไรที่มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
คำถาม
1.ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมีผลต่อการขยายตัวที่ชะลอตัวลงของสินเชื่ออย่างไร
2.เนื่องมาจากสาเหตุใดที่ทำให้ทางธนาคารพุ่งเป้าปล่อยสินเชื่อไปยังผู้ประกอบการรายย่อมในปีหน้า
3. สาเหตุสำคัญใดที่ทำให้ธนาคารต้องปรับนโยบาลลดอัตตราดอกเบี้ยของธนาคารลงในปีหน้า
แบงก์กสิกรไทย ได้ฤกษ์เคาะเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปีหน้าโต 7% โดยเอสเอ็มอีวางเป้าหมายขยายตัว 13% เน้นรายย่อมเพราะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก ส่วนปีนี้รับพลาดเป้าเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การขยายตัวของสินเชื่อชะลอตัวไปด้วย ระบุแบงก์ปรับสกอริ่งตลอดตามภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลง นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารได้ทำการทบทวนการปล่อยสินเชื่อในปีหน้าเสร็จแล้ว โดยการเติบโตของสินเชื่อรวมของธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7% ส่วนของการเติบโตของสินเชื่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 13% หรือเป็นเม็ดเงินประมาณ 45,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างของเอสเอ็มอีสิ้นปีหน้าเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 390,000 ล้านบาท และธนาคารได้มีการปรับลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อของในส่วนของรายใหญ่ลงและมีลดเป้าหมายของผลิตภัณฑ์บางตัวที่กำไรน้อยลงไปด้วย ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารในปีนี้ตั้งเป้าหมายเติบโตที่ 18-20% แต่คาดว่าจะสามารถมีการขยายตัวอยู่ที่ 15% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ ทำให้การเติบโตของสินเชื่อจึงมีการชะลอลงตามไปด้วย “ปีหน้าเราจะเน้นตัวรายย่อม คือ กลุ่มที่มียอดขายไม่เกิน 50 ล้านบาท เพราะฐานตอนนี้ยังเล็กอยู่ อีกทั้งกลุ่มนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการส่งออก โดยส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับภาคการอุปโภคบริโภคในประเทศ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกที่เกิดขึ้นตอนนี้ ส่วนลูกค้าที่มีอยู่ตอนนี้ก็จะเป็นลูกค้าเก่าครึ่งลูกค้าใหม่ครึ่ง”
ส่วน หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก่อนหักสำรองของสินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่ที่กว่า 2% และเอ็นพีแอลสุทธิอยู่ที่ 0.5% โดยปีหน้าสัญญาณเพิ่มขึ้นคงมี แต่ธนาคารได้มีระบบติดตามดูแลเรื่องเอ็นพีแอลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับการส่งออก ซึ่งมีอยู่ประมาณ 12% ก็ได้มีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยตอนนี้ธนาคารก็ได้มีการแนะนำให้ทำประกันความเสี่ยงไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการปรับเครดิตสกอริ่งในการอนุมัติสินเชื่อมาโดยตลอด โดยได้นำเอาปัจจัยด้านเศรษฐกิจเข้ามาประกอบและข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเข้ามาเป็นโมเดลในการพิจารณาสินเชื่อ สำหรับสัดส่วนการอนุมัติสินเชื่อเอสเอ็มอีปัจจุบันอยู่ที่ 70% นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ในขณะนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากกลุ่มไหน แต่สิ่งที่ต้องมุ่งเน้นคือเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นหลัก และรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น จะต้องดูแลคือเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะจะเป็นส่วนที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และหากกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็จะทำให้ส่วนของเอสเอ็มอีเดินหน้าต่อไปได้ด้วย ส่วนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารนั้น ก็เพื่อให้สอดคล้องกับธนาคารแห่งอื่น และจะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะจะมีต้นทุนที่ลดลงและจะมีกำไรที่มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
คำถาม
1.ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมีผลต่อการขยายตัวที่ชะลอตัวลงของสินเชื่ออย่างไร
2.เนื่องมาจากสาเหตุใดที่ทำให้ทางธนาคารพุ่งเป้าปล่อยสินเชื่อไปยังผู้ประกอบการรายย่อมในปีหน้า
3. สาเหตุสำคัญใดที่ทำให้ธนาคารต้องปรับนโยบาลลดอัตตราดอกเบี้ยของธนาคารลงในปีหน้า
วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551
กนง.ลดดอกเบี้ย 1% เป็นการปรับลดมากที่สุดในรอบ 8 ปี
จัดทำบทความโดย น.ส. ฉัตรดาว อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขทะเบียน 4901202076
น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ต่อปี โดยมีผลทันที
ทั้งนี้ เป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่มากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง. เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงอยู่ที่ร้อยละ 0.55
สาเหตุที่ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงต่อการขยายตัวในระยะต่อไปเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะต่อความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว ขณะที่แรงกระตุ้นจากภาครัฐมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุน ทำให้ต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงมาช่วยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ กนง.ยังประเมินด้วยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปรับลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยจีดีพีปี 2551 จากที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.3-5 ก็จะเหลือประมาณ 3.3-4 หรือลดลงประมาณร้อยละ 1 ส่วนปี 2552 จากเดิมที่จะขยายตัวร้อยละ 3.8-5 เหลือร้อยละ 2.8-4 ซึ่ง กนง.หวังว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ส่วนธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตาม กนง.เมื่อไร ขึ้นกับสภาพคล่องของแต่ละธนาคาร แต่ กนง.หวังว่า ธนาคารพาณิชย์จะตอบรับอย่างเร็วที่สุด
ส่วนการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่ นางดวงมณี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่า การเมืองจะนิ่งจริงหรือไม่ รัฐบาลจะบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูในระยะ 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ แต่ยอมรับว่า ขณะนี้เกิดความล่าช้าในนโยบายกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า นอกจากนี้ ยังต้องติดตามวิกฤติการเงินโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทย
สำหรับอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมากตามราคาน้ำมันและราคาสินค้า โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีโอกาสจะปรับลดลงใกล้ร้อยละ 0 แต่ยังไม่ถึงภาวะเงินฝืด เพราะยังมีกิจกรรมการใช้จ่ายของประชาชน และ กนง.ได้เปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ใหม่ให้แคบลง จากร้อยละ 0-3.5 เป็นร้อยละ 0.5-3 โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติต่อไป
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=9032dc33-58e0-4ed7-8365-9ae58f230ce6
คำถามท้ายเรื่อง
1. เหตุใดจึง กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง
2. การที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่
3. การชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทยหรือไม่
น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ต่อปี โดยมีผลทันที
ทั้งนี้ เป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่มากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง. เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงอยู่ที่ร้อยละ 0.55
สาเหตุที่ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงต่อการขยายตัวในระยะต่อไปเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะต่อความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว ขณะที่แรงกระตุ้นจากภาครัฐมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุน ทำให้ต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงมาช่วยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ กนง.ยังประเมินด้วยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปรับลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยจีดีพีปี 2551 จากที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.3-5 ก็จะเหลือประมาณ 3.3-4 หรือลดลงประมาณร้อยละ 1 ส่วนปี 2552 จากเดิมที่จะขยายตัวร้อยละ 3.8-5 เหลือร้อยละ 2.8-4 ซึ่ง กนง.หวังว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ส่วนธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตาม กนง.เมื่อไร ขึ้นกับสภาพคล่องของแต่ละธนาคาร แต่ กนง.หวังว่า ธนาคารพาณิชย์จะตอบรับอย่างเร็วที่สุด
ส่วนการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่ นางดวงมณี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่า การเมืองจะนิ่งจริงหรือไม่ รัฐบาลจะบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูในระยะ 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ แต่ยอมรับว่า ขณะนี้เกิดความล่าช้าในนโยบายกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า นอกจากนี้ ยังต้องติดตามวิกฤติการเงินโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทย
สำหรับอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมากตามราคาน้ำมันและราคาสินค้า โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีโอกาสจะปรับลดลงใกล้ร้อยละ 0 แต่ยังไม่ถึงภาวะเงินฝืด เพราะยังมีกิจกรรมการใช้จ่ายของประชาชน และ กนง.ได้เปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ใหม่ให้แคบลง จากร้อยละ 0-3.5 เป็นร้อยละ 0.5-3 โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติต่อไป
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=9032dc33-58e0-4ed7-8365-9ae58f230ce6
คำถามท้ายเรื่อง
1. เหตุใดจึง กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง
2. การที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่
3. การชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทยหรือไม่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)