จัดทำบทความโดย นางสาวเอกวรรณ สังขวิเศษ เลขทะเบียน 4901202132
แบงก์กสิกรไทย ได้ฤกษ์เคาะเป้าหมายปล่อยสินเชื่อปีหน้าโต 7% โดยเอสเอ็มอีวางเป้าหมายขยายตัว 13% เน้นรายย่อมเพราะไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลก ส่วนปีนี้รับพลาดเป้าเพราะเศรษฐกิจชะลอตัว ทำให้การขยายตัวของสินเชื่อชะลอตัวไปด้วย ระบุแบงก์ปรับสกอริ่งตลอดตามภาวะการณ์ที่เปลี่ยนแปลง นายปกรณ์ พรรธนะแพทย์ รองกรรมการผู้จัดการ ธนาคารกสิกรไทย จำกัด (มหาชน) หรือ KBANK เปิดเผยว่า ขณะนี้ธนาคารได้ทำการทบทวนการปล่อยสินเชื่อในปีหน้าเสร็จแล้ว โดยการเติบโตของสินเชื่อรวมของธนาคารตั้งเป้าหมายไว้ที่ 7% ส่วนของการเติบโตของสินเชื่อผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) ตั้งเป้าหมายไว้ที่ 13% หรือเป็นเม็ดเงินประมาณ 45,000 ล้านบาท ซึ่งจะทำให้ยอดสินเชื่อคงค้างของเอสเอ็มอีสิ้นปีหน้าเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 390,000 ล้านบาท และธนาคารได้มีการปรับลดเป้าหมายการปล่อยสินเชื่อของในส่วนของรายใหญ่ลงและมีลดเป้าหมายของผลิตภัณฑ์บางตัวที่กำไรน้อยลงไปด้วย ทั้งนี้ การปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอีของธนาคารในปีนี้ตั้งเป้าหมายเติบโตที่ 18-20% แต่คาดว่าจะสามารถมีการขยายตัวอยู่ที่ 15% ซึ่งต่ำกว่าเป้าหมายที่ตั้งไว้ เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอ ทำให้การเติบโตของสินเชื่อจึงมีการชะลอลงตามไปด้วย “ปีหน้าเราจะเน้นตัวรายย่อม คือ กลุ่มที่มียอดขายไม่เกิน 50 ล้านบาท เพราะฐานตอนนี้ยังเล็กอยู่ อีกทั้งกลุ่มนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเรื่องของการส่งออก โดยส่วนใหญ่จะเป็นธุรกิจที่เกี่ยวกับภาคการอุปโภคบริโภคในประเทศ จึงไม่ได้รับผลกระทบจากวิกฤตการเงินโลกที่เกิดขึ้นตอนนี้ ส่วนลูกค้าที่มีอยู่ตอนนี้ก็จะเป็นลูกค้าเก่าครึ่งลูกค้าใหม่ครึ่ง”
ส่วน หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ก่อนหักสำรองของสินเชื่อเอสเอ็มอีอยู่ที่กว่า 2% และเอ็นพีแอลสุทธิอยู่ที่ 0.5% โดยปีหน้าสัญญาณเพิ่มขึ้นคงมี แต่ธนาคารได้มีระบบติดตามดูแลเรื่องเอ็นพีแอลอย่างใกล้ชิดอยู่แล้ว ส่วนลูกค้าเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจเกี่ยวข้องกับการส่งออก ซึ่งมีอยู่ประมาณ 12% ก็ได้มีการติดตามดูแลอย่างใกล้ชิดเช่นกัน โดยตอนนี้ธนาคารก็ได้มีการแนะนำให้ทำประกันความเสี่ยงไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา ธนาคารได้มีการปรับเครดิตสกอริ่งในการอนุมัติสินเชื่อมาโดยตลอด โดยได้นำเอาปัจจัยด้านเศรษฐกิจเข้ามาประกอบและข้อมูลที่เป็นปัจจุบันเข้ามาเป็นโมเดลในการพิจารณาสินเชื่อ สำหรับสัดส่วนการอนุมัติสินเชื่อเอสเอ็มอีปัจจุบันอยู่ที่ 70% นายปกรณ์ กล่าวอีกว่า ในขณะนี้ไม่ว่ารัฐบาลจะมาจากกลุ่มไหน แต่สิ่งที่ต้องมุ่งเน้นคือเรื่องของการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเป็นหลัก และรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้น จะต้องดูแลคือเรื่องของความเชื่อมั่น เพราะจะเป็นส่วนที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้ และหากกระตุ้นเศรษฐกิจได้ก็จะทำให้ส่วนของเอสเอ็มอีเดินหน้าต่อไปได้ด้วย ส่วนการปรับลดอัตราดอกเบี้ยของธนาคารนั้น ก็เพื่อให้สอดคล้องกับธนาคารแห่งอื่น และจะเป็นผลดีกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอี เพราะจะมีต้นทุนที่ลดลงและจะมีกำไรที่มากขึ้น อีกทั้งยังเป็นส่วนที่ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจได้
คำถาม
1.ภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัวลงมีผลต่อการขยายตัวที่ชะลอตัวลงของสินเชื่ออย่างไร
2.เนื่องมาจากสาเหตุใดที่ทำให้ทางธนาคารพุ่งเป้าปล่อยสินเชื่อไปยังผู้ประกอบการรายย่อมในปีหน้า
3. สาเหตุสำคัญใดที่ทำให้ธนาคารต้องปรับนโยบาลลดอัตตราดอกเบี้ยของธนาคารลงในปีหน้า
วันพฤหัสบดีที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2551
วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551
กนง.ลดดอกเบี้ย 1% เป็นการปรับลดมากที่สุดในรอบ 8 ปี
จัดทำบทความโดย น.ส. ฉัตรดาว อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขทะเบียน 4901202076
น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ต่อปี โดยมีผลทันที
ทั้งนี้ เป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่มากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง. เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงอยู่ที่ร้อยละ 0.55
สาเหตุที่ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงต่อการขยายตัวในระยะต่อไปเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะต่อความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว ขณะที่แรงกระตุ้นจากภาครัฐมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุน ทำให้ต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงมาช่วยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ กนง.ยังประเมินด้วยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปรับลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยจีดีพีปี 2551 จากที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.3-5 ก็จะเหลือประมาณ 3.3-4 หรือลดลงประมาณร้อยละ 1 ส่วนปี 2552 จากเดิมที่จะขยายตัวร้อยละ 3.8-5 เหลือร้อยละ 2.8-4 ซึ่ง กนง.หวังว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ส่วนธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตาม กนง.เมื่อไร ขึ้นกับสภาพคล่องของแต่ละธนาคาร แต่ กนง.หวังว่า ธนาคารพาณิชย์จะตอบรับอย่างเร็วที่สุด
ส่วนการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่ นางดวงมณี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่า การเมืองจะนิ่งจริงหรือไม่ รัฐบาลจะบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูในระยะ 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ แต่ยอมรับว่า ขณะนี้เกิดความล่าช้าในนโยบายกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า นอกจากนี้ ยังต้องติดตามวิกฤติการเงินโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทย
สำหรับอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมากตามราคาน้ำมันและราคาสินค้า โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีโอกาสจะปรับลดลงใกล้ร้อยละ 0 แต่ยังไม่ถึงภาวะเงินฝืด เพราะยังมีกิจกรรมการใช้จ่ายของประชาชน และ กนง.ได้เปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ใหม่ให้แคบลง จากร้อยละ 0-3.5 เป็นร้อยละ 0.5-3 โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติต่อไป
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=9032dc33-58e0-4ed7-8365-9ae58f230ce6
คำถามท้ายเรื่อง
1. เหตุใดจึง กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง
2. การที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่
3. การชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทยหรือไม่
น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ต่อปี โดยมีผลทันที
ทั้งนี้ เป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่มากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง. เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงอยู่ที่ร้อยละ 0.55
สาเหตุที่ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงต่อการขยายตัวในระยะต่อไปเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะต่อความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว ขณะที่แรงกระตุ้นจากภาครัฐมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุน ทำให้ต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงมาช่วยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ กนง.ยังประเมินด้วยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปรับลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยจีดีพีปี 2551 จากที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.3-5 ก็จะเหลือประมาณ 3.3-4 หรือลดลงประมาณร้อยละ 1 ส่วนปี 2552 จากเดิมที่จะขยายตัวร้อยละ 3.8-5 เหลือร้อยละ 2.8-4 ซึ่ง กนง.หวังว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ส่วนธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตาม กนง.เมื่อไร ขึ้นกับสภาพคล่องของแต่ละธนาคาร แต่ กนง.หวังว่า ธนาคารพาณิชย์จะตอบรับอย่างเร็วที่สุด
ส่วนการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่ นางดวงมณี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่า การเมืองจะนิ่งจริงหรือไม่ รัฐบาลจะบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูในระยะ 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ แต่ยอมรับว่า ขณะนี้เกิดความล่าช้าในนโยบายกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า นอกจากนี้ ยังต้องติดตามวิกฤติการเงินโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทย
สำหรับอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมากตามราคาน้ำมันและราคาสินค้า โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีโอกาสจะปรับลดลงใกล้ร้อยละ 0 แต่ยังไม่ถึงภาวะเงินฝืด เพราะยังมีกิจกรรมการใช้จ่ายของประชาชน และ กนง.ได้เปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ใหม่ให้แคบลง จากร้อยละ 0-3.5 เป็นร้อยละ 0.5-3 โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติต่อไป
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=9032dc33-58e0-4ed7-8365-9ae58f230ce6
คำถามท้ายเรื่อง
1. เหตุใดจึง กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง
2. การที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่
3. การชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทยหรือไม่
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)