จัดทำบทความโดย น.ส. ฉัตรดาว อิศรางกูร ณ อยุธยา เลขทะเบียน 4901202076
น.ส.ดวงมณี วงศ์ประทีป ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กล่าวว่า คณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) มีมติปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายร้อยละ 1 จากร้อยละ 3.75 เหลือร้อยละ 2.75 ต่อปี โดยมีผลทันที
ทั้งนี้ เป็นการปรับลดดอกเบี้ยนโยบายในอัตราที่มากที่สุด นับตั้งแต่มีการตั้ง กนง. เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2544 หรือในรอบ 7 ปี 5 เดือน ซึ่งทำให้อัตราดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงอยู่ที่ร้อยละ 0.55
สาเหตุที่ กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงต่อการขยายตัวในระยะต่อไปเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะต่อความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว ขณะที่แรงกระตุ้นจากภาครัฐมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุน ทำให้ต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงมาช่วยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ กนง.ยังประเมินด้วยว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจไทยปรับลดลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยจีดีพีปี 2551 จากที่คาดการณ์ว่าจะขยายตัวร้อยละ 4.3-5 ก็จะเหลือประมาณ 3.3-4 หรือลดลงประมาณร้อยละ 1 ส่วนปี 2552 จากเดิมที่จะขยายตัวร้อยละ 3.8-5 เหลือร้อยละ 2.8-4 ซึ่ง กนง.หวังว่า การลดดอกเบี้ยครั้งนี้จะช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และจะกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นได้ ส่วนธนาคารพาณิชย์จะปรับลดอัตราดอกเบี้ยลงตาม กนง.เมื่อไร ขึ้นกับสภาพคล่องของแต่ละธนาคาร แต่ กนง.หวังว่า ธนาคารพาณิชย์จะตอบรับอย่างเร็วที่สุด
ส่วนการที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่ นางดวงมณี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่า การเมืองจะนิ่งจริงหรือไม่ รัฐบาลจะบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูในระยะ 2 สัปดาห์ข้างหน้า ในการตั้งรัฐบาลชุดใหม่ แต่ยอมรับว่า ขณะนี้เกิดความล่าช้าในนโยบายกระตุ้นการเบิกจ่ายงบประมาณของรัฐบาล ทำให้เศรษฐกิจฟื้นตัวได้ช้า นอกจากนี้ ยังต้องติดตามวิกฤติการเงินโลก ซึ่งมีผลกระทบต่อประเทศอุตสาหกรรม ทำให้เกิดการชะลอตัวทางเศรษฐกิจรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทย
สำหรับอัตราเงินเฟ้อปรับลดลงมากตามราคาน้ำมันและราคาสินค้า โดยคาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไปมีโอกาสจะปรับลดลงใกล้ร้อยละ 0 แต่ยังไม่ถึงภาวะเงินฝืด เพราะยังมีกิจกรรมการใช้จ่ายของประชาชน และ กนง.ได้เปลี่ยนกรอบเป้าหมายเงินเฟ้อปี 2552 ใหม่ให้แคบลง จากร้อยละ 0-3.5 เป็นร้อยละ 0.5-3 โดยจะนำเสนอคณะรัฐมนตรีให้อนุมัติต่อไป
ที่มา http://emis.fpo.go.th/txtlstvw.aspx?LstID=9032dc33-58e0-4ed7-8365-9ae58f230ce6
คำถามท้ายเรื่อง
1. เหตุใดจึง กนง.ตัดสินใจลดดอกเบี้ยอย่างรุนแรง
2. การที่พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยยอมสลายการชุมนุม จะเรียกความเชื่อมั่นนักลงทุนกลับมาได้หรือไม่
3. การชะลอตัวทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรงกว่าที่คาด และส่งผลต่อการส่งออกของไทยหรือไม่
วันศุกร์ที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2551
สมัครสมาชิก:
ส่งความคิดเห็น (Atom)
3 ความคิดเห็น:
1.ตอบ เนื่องจากเศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงต่อการขยายตัวในระยะต่อไปเพิ่มมากขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิม
2. ตอบ นางดวงมณี กล่าวว่า เป็นเรื่องที่ต้องติดตามต่อไปว่า การเมืองจะนิ่งจริงหรือไม่ รัฐบาลจะบริหารงานได้อย่างต่อเนื่อง ผลักดันโครงการต่าง ๆ ให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ได้หรือไม่ ซึ่งยังเป็นเรื่องที่ต้องติดตามดูในระยะ 2 สัปดาห์ข้างหน้า
3. ตอบ ส่งผลต่อการส่งออกของไทย
ตอบโดย น.ส.สิริณัฏฐ์ คีรีศรี เลขทะเบียน48127081 กลุ่ม33
1.เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลงอย่างมาก และมีแนวโน้มความเสี่ยงต่อการขยายตัวในระยะต่อไปเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ปัญหาการเมืองภายในประเทศมีผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจมากขึ้นกว่าเดิม โดยเฉพาะต่อความเชื่อมั่นและการท่องเที่ยว และการกระตุ้นจากภาครัฐมีข้อจำกัด ทั้งเรื่องการเบิกจ่ายงบประมาณและการลงทุน ทำให้ต้องใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายลงมาช่วยการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ ซึ่งการลดอัตราของดอกเบี้ยในครั้งนี้อาจทำให้ช่วยเสริมความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนและ สามารถกระตุ้นสภาพเศรษฐกิจในระยะสั้นได้
2.มีส่วนอย่างมาก ที่สำคัญต้องดูด้วยว่าสภาวะทางการเมืองต้องนิ่งและมีเสถียรภาพเพียงพอและการดำเนินงานของรัฐบาลสามารถบรรลุเป้าหมายได้มากหรือน้อยเพียงใด
3.การชะลอตัวทางเศษรบกิจล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อสภาพการส่งออกของไทยอย่างมาก เพราะเราเป็นประเทศที่กำลังพัฒนาและยังคงพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก เพื่อรักษาสภาวะทางเศรษฐกิจให้มีความมั่นคง
เอกวรรณ สังขวิเศษ 4901202132
1.เศรษฐกิจไทยชะลอตัวลง ปัญหาการเมืองในประเทศที่ส่งผลต่อรายได้ต่างๆในประเทศเช่น การท่องเที่ยว และมาตรการต่างๆของภาครัฐมีข้อจำกัด
2.ต้องติดตามดูต่อไปอีก 2 สัปดาห์ และขึ้นอยุ่กับการบริหารงานของรัฐบาล
3.ส่งผลอย่างมากต่อภาคการส่งออกของไทย เพราะต่างประเทศขาดความเชื่อมั่นในเรื่องภาวะทางการเมืองภายในประเทศ
ตอบโดย พีรวิทย์ ปุษยะนาวิน 4901202096
แสดงความคิดเห็น